ภาพ/เรื่องเล่าการเดิน...โดย อั้งม้อ
คลิกชมภาพเพิ่มได้ที่นี่
26 ต.ค.50 กรุงเทพฯ - Kathmandu
...ตื่นแต่เช้าไปสนามบินเจอเครื่องดีเลย์ ทำให้ไปถึง Kathmandu ช่วงหัวค่ำมันมืดจนอดเห็นเทือกเขาหิมาลัยเลยงวดนี้ไป 8 วัน เรา Pack กระเป๋าเล็กนิดเดียว แบบต้องกดกระเป๋าแล้วกดกระเป๋าอีกเพื่อรูดซิปให้ได้ พี่บางคนถามเอากางเกงไปตัวเดียวเหรอ คงสงสัยว่าทำไมใบเล็กจัง เราบอกว่าเอากางเกงยีนส์ไปทั้งหมด 3 ตัวแน่ะ และเสื้อกันหนาว 2 ตัว แต่ใส่กระเป๋าไม่ลงแล้ว ต้องใส่ไว้ตัวหนึ่งไม่ว่าจะร้อนยังไง กับถือไว้ตัวหนึ่ง ดูรุ่มร่ามจริงๆ
พอดีไม่ได้ตัดผมมาหลายเดือนจนมันยาวมาก เรียกว่ายาวที่สุดเท่าที่เคยไว้แล้ว จน ตม. ไทย งงเพราะดูจาก Passport มันผมสั้น หน้าก็ไม่เหมือนตอนช่วงไว้ผมยาว แถมขากลับ ตม. เนปาล ผู้หญิงดึงเราไปจะไปตรวจค้นอาวุธ แต่ตม. ผู้ชายที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ดึงกลับ สงสัยแกเห็นข้างหลังผมยาวคงนึกว่าเป็นผู้หญิง แน่ๆ อิอิ
...ระหว่างรอขึ้นเครื่อง ก็พยายามคุยกับชาวเนปาลีที่มารอขึ้นเครื่องเหมือนกัน ทำให้เรารู้ว่าบางคนไปอยู่ไต้หวันจะกลับบ้านที่เนปาล ก็มาต่อเครื่องบินที่สุวรรณภูมิ บางคนมาทำธุรกิจซื้ออะไหล่ไปขายที่บ้านมาจากสิงคโปร์ ก็มาต่อเครื่องบินที่สุวรรณภูมิ แถมได้คุยอีกหลายคนระหว่างอยู่เนปาล ก็รู้ว่าบางคนจะไปหาเพื่อนที่ฮ่องกง หรือจะไปเรียนที่ญี่ปุ่นก็มาต่อเครื่องที่นี่ทั้งนั้น เลยรู้ว่าบางคนมาเมืองไทยแต่ไม่เคยออกนอกสุวรรณภูมิก็มี วันแรกที่ไปถึงก็เดินออกมา Shopping ร้านข้างๆ ที่โรงแรมแล้ว ซื้อนิดๆ หน่อยๆ เพื่อจะได้นอนหลับไม่งั้นนอนไม่หลับ
-------------------------------------------------------------------------------
27 ต.ค.50 Kathmandu
...วันนี้เที่ยวรอบ Kathmandu ซึ่งก็ Shopping ทุกที่ที่ไป ที่ Bouddhanath ก็ไม่ได้ขึ้นไปถ่ายรูปข้างบน แค่เดิน Shopping ก็หมดเวลาแล้ว เจอคนขายช้างไม้ตามตื้อจะขายให้ได้ จากราคาเกือบพันเดินถึงรถเหลือไม่กี่ร้อย แต่ก็ใจแข็งไม่ซื้อซะอย่าง ที่ Pashupatinath โดนตามตื้อขายของ จนไม่เป็นอันชมวิว สุดท้ายต้องซื้อของไปหลายอย่างด้วยความรำคาญ แต่ก็เป็นราคาถูกที่สุดเมื่อมาเช็คดูภายหลังกลับมา เช่นผ้าปูที่นอนเป็นเงินไทย 200-300 บาท ไวโอลิน เนปาลก็ถูกดีแต่จำไม่ได้แล้วราคาเท่าไหร่ แต่ทำให้เสียประวัติขึ้นรถช้ากว่าเพื่อนอีกด้วย ที่ Patan ก็ Shopping จนไกด์โกรธตามเคย
...ที่นี่สวยมาก และได้กินอาหารในร้านที่สามารถมองเห็นภาพเมืองเก่าได้ดีมากๆ ที่ Swayambhunath ก็ถูกแม่ค้าตามถึงรถจะขายจี้รูปดวงตาให้ได้ สรุปตัดสินใจซื้อด้วยความรำคาญแต่เพื่อนขอซื้อเอง เพราะเหลือแค่ 2 อันกลายเป็นว่า ราคาถูกที่สุดอีกเหมือนกัน เที่ยวต่ออีกหลายวันก็ซื้อราคานี้ไม่ได้ ทำให้รู้ว่าราคายุติธรรมที่สุดเมื่อเราเดินขึ้นรถ แล้วคนขายตามตื้อมาจนถึงรถ
...ช่วงเย็นระหว่าง Dinner เราถามไกด์ว่า What , your home town? แกตอบว่าบ้านเกิดแกอยู่ที่หมู่บ้านเล็กๆ ระหว่างทางไป Pokhara แล้วถามกลับบ้างว่าบ้านเกิดเราอยู่ไหน เราบอกว่าเกิดที่ นครปฐม เมืองที่มี The bigest stupa in the world. แกไม่เชื่อแกบอกที่เนปาลองค์กรระดับโลกรับรองว่าใหญ่สุด เราก็ไม่รู้ว่าเจ้า Stupa กับ Pagoda มันต่างกันยังไง เราว่ามันเหมือนกันแหละ เราเดาว่าคนแถวพม่าไทยลาวแถวนี้เรียกว่า เจดีย์ แถวเนปาล ทิเบต เรียก สถูป เราบอกว่า When, you go to Thailand again? You must see. เขาตอบว่าจะไปดูสักครั้งให้เราวาดแผนที่ไปนครปฐม เราว่า About 50 Km. from Bangkok. สงสัยแกคงนอนไม่หลับแน่ๆ คืนนี้คงอยากมาเห็นกับตาว่ามันใหญ่กว่าจริงไหม และแตกต่างกันยังไง
-------------------------------------------------------------------------------
28 ต.ค.50 Kathmandu - Bhaktapur - Nagarkot
...ไป Bhaktapur เมืองเก่าที่ได้ชื่อว่าพิพิธภัณฑ์มีชีวิต เราชอบบรรยากาศที่นี่ เพราะมันดูเก่าดี วิวร้านค้าเก่าๆ บางทีเหมือนอยู่ในยุโรปบางประเทศพวกเราก็ Shopping จนไกด์โกรธตามเคย และในที่สุดไกด์ก็ขอตัวร่ำลา บอกว่าหลังจากกลับ Pokhara จะกลับมาเจอกันอีก สุดท้ายหายหัวไปเลยคงเซ็งพี่ไทยจัด ที่เอาแต่ Shopping ๆๆ ไม่สนใจฟังแกเท่าไหร่ สนใจไปก็เท่านั้นแหละเราว่า เพราะพี่แกพูดไทยไม่ได้สักคำ English เพียวๆ ใครจะไปฟังออก ถึงฟังออกบางคำก็ไม่ได้อรรถรส ไม่มีความรู้สึกตื่นเต้น โศกเศร้า หรือหัวเราะตาม เมื่อแกบรรยายถึงเรื่องต่างๆ เพราะฟังไม่ค่อยออก
... ต่อจากนั้นก็ไป Nagakot ซึ่งอยู่ที่สูงบนเขา เพื่อชมวิวเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้เห็นคุณค่าของเสื้อกันหนาวที่สุด เพราะอุณหภูมิยามหัวค่ำวัดได้ 14 องศา กลางคืนก็พอได้นอนขดหลังจากลงมาจาก Nagakot แล้ว เสื้อกันหนาวแทบไม่ค่อยได้ใช้ ที่ถือไปก็เพราะพกถ่านสำรองและเจ้า Digimate ที่เก็บข้อมูลจาก SD Card เมื่อใช้จนเต็ม จนบางครั้งขี้เกียจถือเสื้อกันหนาวไปด้วย พอไปถึงที่จำเป็นต้องถ่ายรูปเก็บไว้ ก็ปรากฏว่าไม่ Batt หมด ก็ Card เต็ม อดถ่ายเพราะเสื้อกันหนาวอยู่บนรถไม่ได้เอาลงมา ทริปนี้เลยถ่ายรูปไม่มันเท่าไหร่ รู้สึกเหมือนจะให้กลับไปเนปาลอีกครั้ง
-------------------------------------------------------------------------------
29 ต.ค.50 Nagarkot - Pokhara
...วันนี้นั่งรถทั้งวันย้อนกลับไป Kathmandu เพื่อต่อไป Pokhara ระหว่างทางเจอประท้วงปิดถนน เรื่องน้ำมันแพงอะไรนี่แหละ จนต้องเบี่ยงไปใช้เส้นทางชนบทแทน ซึ่งจะว่าไปแล้ว ขนาด Highway บ้านเขายังสู้ถนนคลอง 9 บ้านเราไม่ได้ ไปวิ่งตามถนนบ้านนอกของเขาก็ยิ่งไปกันใหญ่ จนไกด์ไม่กล้ายืนยันว่าจะถึง Pokhara กี่โมง แถมพอจะเข้าสู่ Pokhara เจอประท้วงเรื่องน้ำมันแพงอีก เล่นเอารถติดยาว ทีแรกนึกว่าจะได้นอนกันข้างถนนเสียแล้ว ปรากฏว่าเคลียร์กันได้เลยทำให้รถวิ่งต่อไปได้
...ระหว่างทางยังเจอพวก Maoists (เหมาอีสต์) ซึ่งเป็นกลุ่มกบฏชาวพุทธในเนปาล ไถ่อีก ถามไกด์ว่า This aria, Maoists control, OK? ไกด์บอกว่า Children Children. แต่เราไม่ค่อยเชื่อเพราะว่า ถึงจะเป็นเด็กมาปิดถนนเพื่อขอเงิน แต่เห็นมีอยู่คนหนึ่งฉีกตั๋วให้ด้วยเมื่อจ่ายเงินให้ เพราะคงไม่มีระดับแกนนำมาเก็บเงินเองหรอก ก็คงใช้เด็ก และสตรี มาไถ่แทน แต่คงจะไปซุ่มกันกลางทางมากกว่า ถ้ามีพวกซ่าลองดีไม่จ่ายแล้ววิ่งฝ่าด่านไปอะไร ประมาณนั้น เดาเอาเองเป็นตุเป็นตะ
...แต่ถึงจะนั่งรถทั้งวัน ก็ไม่น่าเบื่อ เพราะว่าเราเล่นถามตลอดทาง จนไกด์คงเบื่อเรา คือต้องการฝึกภาษาอังกฤษแบบงูๆ ปลาๆ ร้อยวันพันปีไม่ค่อยได้พูดเลย มีโอกาสเลยพูดๆๆๆๆๆๆ ถามๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ถูกบ้างผิดบ้างก็บอกให้เขาเดาเอาเขาก็พอเข้าใจ หรือเราเข้าใจผิดคิดว่าเขาเข้าใจเราก็ไม่รุ และเราก็รู้เรื่องอะไรมากขึ้นทั้งศัพ
ท์และเรื่องราวต่างๆ ไม่ใช่ถามแค่เรื่องท่องเที่ยวอย่างเดียว ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการออกเสียงที่ถูกต้อง เราถามดะ เลยได้รับความรู้มากมาย เช่นทำไมเขาสร้างบ้านกันเหมือนไม่ยอมให้เสร็จ ก็เพราะถ้าเสร็จจะเสียภาษีแพง หรือ Pokhara คือเมืองใหญ่อันดับสอง หรือเวลาเมารถเรียกว่าอะไร เขาก็บอกว่า Bus sick. หรืออยาก Shopping แต่เขาไม่จอดรถให้เขาก็บอกให้ Window shopping. คือให้นั่งมองดูผ่านๆ อย่างเดียวไม่ได้ซื้อ
...ปริญญาตรีที่นั้นเงินเดือนประมาณ 7,000 บาท รายได้หลักของประเทศมาจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ดังนั้นช่วง 1-2 ปีก่อนหน้านี้ฟุบกันทั้งประเทศ นักท่องเที่ยวหายไปเกือบ 80% ในช่วง Political crisis. สารพัดจะนึกมาถามเขา ทำตัวเป็นเจ้าหนูจำไม พี่บางคนบอกว่าจะพูดภาษาอังกฤษให้เก่งต้องทำแบบนี้แหละ คือไม่ต้องห่วงไวยากรณ์ เราบอกว่าไวยากรณ์เราไม่ห่วงอยู่แล้ว เพราะว่าเราไม่มีให้ห่วงคือไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว เราว่าน่าจะไม่ห่วงภาพพจน์มากกว่า คือไม่อายที่จะบอกล่วงหน้าว่าไม่กระดิกหูเลยภาษาอังกฤษเนี้ยะ เพราะฉะนั้นพูดผิดๆ ถูกๆ พวกเขาก็คงไม่ขำแล้ว เวลาเราตั้งคำถามก็จะนำหน้าด้วย What Where When Why How แล้วตามด้วยคำศัพท์เลย ไม่เป็นรูปประโยคที่ถูกต้องไม่มีหลักไวยากรณ์อะไร เช่น How much? How many? How far? How pronounce? What meaning? What differrent? Where toilet? อะไรประมาณนี้แหละ ประกอบกับการแสดงท่าทางชี้นั่นนี่ไปด้วย แรกๆ ก็คงงง สักพักฟังเรารู้เรื่องขึ้น ที่เราได้คือความกล้าในการพูดกับชาวต่างชาติ ปกติหลบไม่กล้าคุยด้วยกลัวไปหมด เดี๋ยวนี้ไม่กลัวแล้วมั่วแหลก หน้าด้านเข้าว่า มีช่วงหนึ่งเขาชี้ไปที่แม่น้ำแล้วบอกประมาณว่าชื่อแม่น้ำ ตรีศูล อาวุธ ของเหล่าเทพชนิดหนึ่ง เราก็ถามว่า Why not, three river? เพราะเห็นมีสายเดียวแล้วบอกว่าเอาเจ้า ตรีศูล มาแทงบนดินจนเกิดแม่น้ำสายนี้ พี่แกตอบได้เก๋ดีบอกว่าเอาด้ามปักลงมาไม่ได้เอา 3 ง่ามแทงลงมา ไหลไปได้เรื่อยๆ เลยแหะ
-------------------------------------------------------------------------------
30 ต.ค.50 Pokhara
...วันนี้เที่ยวรอบๆ เมือง Pokhara ตอนเช้าไปเที่ยว Devi fall หรือน้ำตกเทวี นั่นแหละ ก็ดูผ่านๆ พอดีพี่คนหนึ่งไปเจอกระเป๋า ที่สามารถพับเก็บเป็นรูปกลมๆได้ ซึ่งราคาถูกกว่าที่เราซื้อที่ Bouddhanath และก็ถูกที่สุดในทริปนี้ ซึ่งเราก็ไม่ได้ซื้อเพิ่ม แต่ทำให้รู้ว่าสิ่งที่เขาร่ำลือว่าที่ Pokhara ของแพง ทุกอย่างไม่จริง จากที่เราไปสัมผัสมาหลายอย่างถูกกว่าที่ Thamel หลายอย่างหาที่ Thamel ไม่เจอ เพียงแต่ว่าที่นี่ชอบตั้งราคาเสนอขายเราครั้งแรกแพงเกินไป ถ้าเราต่อดีๆ สักพักถูกกว่าย่าน Thamel ที่ใครๆ ว่าของถูกที่สุด กลายเป็นว่าพอไปสัมผัสจริงๆ กับตรงกันข้าม ดังนั้นถ้าใครมาเที่ยวที่เนปาล อยากแนะนำให้วันแรกหาเวลาไปสำรวจที่ Thamel ก่อน สืบราคาสินค้าที่ต้องการหลายๆ อย่างไว้ แล้วถ้าไปเที่ยวที่ไหนเจอถูกกว่าซื้อเลย ไม่เช่นนั้นจะเป็นเหมือนเรา คือพยายามไม่ซื้อที่อื่นกะจะมาซื้อที่ Thamel ท่าเดียว เพราะจากข้อมูลที่ได้มามันเป็นยังงั้น กลายเป็นว่าตามสถานที่ที่เราไปหลายที่ถูกกว่าที่ Thamel แถมที่ Thamel เล่นตัวมากกว่าไม่ค่อยจะลดด้วยเช่น ที่ติดตู้เย็นแบบเดียวกัน เราสามารถต่อที่ร้านหนึ่งแถว Lake side เมือง Pokhara ได้อันละ 40 รูปีแต่เราไม่ซื้อกะว่าต่อเล่นๆ จะมาซื้อที่ Thamel แทน ปรากฏว่าเดินหาอยู่ 2 วันที่มีเวลาว่าง ต่ำสุดอยู่ที่ 70 รูปีต่อยังไงก็ได้เท่านั้น ซื้อกี่อันพี่แกก็ไม่ลดอีกเพราะตั้งราคาไว้ 95 รูปี มาเจออยู่ร้านหนึ่งตั้งไว้ที่ 70 รูปีเราต่อได้ต่ำสุดแค่ 45 รูปี ก็เลยต้องซื้อจากร้านนี้เพราะหาไม่เจอแล้ว
...แถมคุยกับเจ้าของร้านถูกคอ เพราะเขาบอกเคยมาเมืองไทย 3 ครั้งแล้ว พักอยู่แถวสุขุมวิทมาซื้อเสื้อแถวประตูน้ำไปใส่ไม่รู้ว่ามาซื้อไปขายด้วยรึเปล่า เพราะเท่าที่คุยๆ มาหลายคนบอกเคยมาเมืองไทยหลายครั้งแล้ว แม้แต่คนเดินเร่ขายไวโอลินเนปาลที่ย่าน Thamel เลยแนะให้เขาไปเดินจตุจัตรบอกลงรถไฟฟ้าสายไปทางทิศเหนือป้ายสุดท้าย บอกว่าเป็นศูนย์รวมสินค้าพื้นเมืองของไทยด้วย แล้วเขาก็เล่าว่าที่เนปาลมี 8 ฤดู ช่วงที่ดีที่สุดก็ช่วงที่เราไป เที่ยวนี่แหละ พี่แกเล่นซอยฤดูกาลยิบเลย อะไรบ้างก็ไม่รู้จำไม่ได้แล้ว พอถามเราว่าที่ไทยมีกี่ฤดู เราตอบว่ามี 3 ฤดู คือ
Hot.
Very Hot.
Very Very Hot.
แกขำใหญ่ ที่จริงไม่ทันคิดมุกนี้หรอก เพียงแต่ว่านึกชื่อ ฤดูอื่นๆ เป็นภาษาอังกฤษตอนนั้นไม่ทัน เลยงัดมุกนี้มาใช้ซะยังงั้นแหละ
-------------------------------------------------------------------------------
31 ต.ค.50 Pokhara - Kathmandu
...ตอนเช้าได้ข่าวว่าเครื่องบินดีเลย์ไปอีกประมาณชั่วโมง เราก็เดินเล่นแถวที่พักเพื่อนบอกว่าท้ายเขื่อนวิวสวย ก็เลยเดินไปดูไปเจอเด็กชาวบ้านจะถ่ายรูป แกบอกขอตัง 50 รูปีได้ไหม ก็เลยให้ไปด้วยความสงสาร ไม่รู้ต่อไปแกจะมาทำอาชีพเก็บเงินคนถ่ายรูปแกอีกไหม หรือ ว่าแกก็ทำอยู่แล้วนี่เอง เฮ้อ โชคดีที่วันนี้เครื่องบินดีเลย์ ทำให้มีโอกาสเห็นยอดเขาหางปลา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมือง Pokhara ด้วย แต่มองไม่เห็นสักวันเพราะอากาศไม่เป็นใจ พอวันกลับโผล่มาให้เห็นขณะนั่งรถไปสนามบิน เหมือนมายั่วให้กลับมาดูอีกครั้งยังไงไม่รู้ แต่เห็นแล้วก็อดตะลึงไม่ได้ เพราะมันสูงจริงๆ เห็นระดับเดียวกับเมฆที่ลอยไปมาเลย พอเครื่องบินบินเหนือเมฆ ตะลึงหนักกว่าเก่า ถือเป็นครั้งแรกในชีวิตเราก็ว่าได้ ที่ได้เห็นเทือกเขาหิมาลัย ที่ขาวโพลนด้วยหิมะและยาวเยียดคล้ายกำแพง เราบอกกับไกด์ว่า เป็น Wonderful day. 
...แต่ตอนเครื่องบินจะลงโดยเฉพาะช่วงลดระดับกับตอนเลี้ยว ทำเอาเรา Air plane sick. (เลียนแบบ Bus sick. อิอิ) แบบจะอ้วกให้ได้ หลังจากไป Check in แล้ว ก็ไปยัง Hanuman Dhoka Palace Square ได้มีโอกาสสัมผัสกับฝูงชน ยั้วเยี้ยไปหมด เพราะเขาจอดรถไกลให้เดินลัดเลาะไปแทน คงห้ามรถใหญ่เข้าไปหรือคงกลัวรถติด ปกตินั่งรถจากโรงแรมก็ไปถึงที่ท่องเที่ยว ไม่ค่อยมีโอกาสสัมผัสวิถีชาวบ้านเท่าไหร่ แต่งวดนี้ได้สัมผัสเล็กๆ บรรยากาศการรอรถเมล์ และผู้คนเดินกันขวักไขว่ดูสับสนดี
...เรามีโอกาสได้ชมกุมารี ซึ่งเป็นลูกชาวบ้านที่ผ่านพิธีกรรมคัดเลือกให้รับตำแหน่งนี้ แล้วจะถูกปลดออกเมื่อมีประจำเดือน หนังสือหนังหาอะไรก็ไม่ได้เรียนกะเขา ต้องอยู่แต่ในที่พักแต่ก่อนแย่หนักหลังถูกปลดออก จะไม่มีชายใดกล้าแต่งงานด้วย แต่ปัจจุบันไม่ได้เป็นเช่นนั้นแล้ว และยังได้รับเงิน บำนาญที่ทางรัฐบาลจ่ายเป็นค่าเลี้ยงดูอีกด้วย
...ที่นี่เราโดนตื้อให้ซื้อนั่นซื้อนี่อีกแล้ว มีอยู่รายหนึ่งอึดมากตื้อนานมาก รำคาญก็เลยซื้อ เป็นกุญแจรูปร่างเหมือนช้างใช้กลไกง่ายๆ คลาสสิคจริงๆ สามารถเอาไปเป็นต้นแบบทำกุญแจเองได้เลย แต่ช่วงที่เขามาตื้อขาย เราไม่ได้สนใจฟังหรือรู้สึกทึ่งกับกลไกนั้นหรอก อยากไล่ๆ ไปให้พ้น พอมาลองเล่นดูภายหลังอยากกลับไปซื้ออีกหลายอัน แถมเราได้สอนภาษาไทยให้ด้วย คือตั้งชื่อกุญแจนี้ว่ากุญแจช้าง ซึ่งถ้าใครไปเที่ยวที่นี่ แล้วเห็นชายร่างผอมๆ ยิ้มเก่งๆ พูดว่ากุญช้าง กุญแจชาง นั่นแหละลูกศิษย์เราเอง แถมยังได้สอนภาษาไทยให้เจ้าของร้านขายของที่ระลึกที่ย่าน Thamel และชาวเนปาลที่นั่งติดกันบนเครื่องบินขากลับไทยอีกด้วย
...ช่วงที่รอขึ้นเครื่องบินที่สนามบินเมือง Pokhara นั่งคุยกับสาวเนปาลอยู่เกือบชั่วโมงระหว่างนั่งรอขึ้นเครื่อง ที่ไม่ได้ระบุเวลาว่าจะได้ขึ้นเครื่องเมื่อไหร่ ระบุแต่ว่าจะไปเที่ยวที่เท่าไหร่ ก็รอต่อคิวเอา ว่าถึงคิวเราก็ไป คุยไปมาหลายเรื่องแล้วมีไกด์มาถามเราว่า แต่งงานยังเราบอกว่า Single.ทำไมยังไม่แต่งงาน เราตอบว่า My soul mate not yet born. ไม่รู้เข้าใจไหมเรียงประโยคไม่น่าจะถูกหลักภาษาอังกฤษ น่าจะถูกหลักภาษาไทยซะมากกว่า อย่าได้แปลกใจถ้าช่วงนี้ทำไมกระเด๊ะพูดไทยคำ อังกฤษคำ ประมาณว่าของกำลังขึ้น อิอิ
-------------------------------------------------------------------------------
1 พ.ย.50 Kathmandu
...วันนี้ตื่นแต่เช้าเก็บกระเป๋าเตรียมย้ายไปพักโรงแรมใหม่ ความรู้สึกเหมือนหนีเจ้าหนี้ยังไงไม่รู้ เปลี่ยนที่นอนกันบ่อยๆ ประมาณว่ากลัวเจ้าหนี้ตามมาเจอ ยังแซว Mr. Lok (เจ้าของบริษัททัวร์ที่นั้นและเป็นไกด์ไปด้วย) บนรถว่า Same as run away creditor. ไม่รู้พูดถูกหรือเปล่า ตามประสาอังกฤษแบบงูๆ ปลาๆ ของเรา ก่อนไป Check in ที่โรงแรมใหม่ใกล้ย่าน Thamel ที่มีชื่อว่า The Royal Shigi Hotel. ช่วงเช้าแวะไปชมวัดทิเบตชื่อ Kopan อยู่บนเนินเขาเล็กๆ ทางขึ้นค่อนข้างแคบ แถมยังมีพวกรถบัสเล็กๆ จอดเกะกะอยู่ข้างทางอีก ก็ขับยากนิดหน่อย แต่ดูคนขับแกใจเย็นมากๆ ตลอดหลายวันมานี่ แกขับได้นิ่มที่สุดเท่าที่จะนิ่มได้แล้ว สำหรับถนนผิวพระจันทร์ ในหลายๆ แห่งหลายๆ เมืองที่ไปมา เลยไม่ต้องช่วยลุ้นอะไรมากมาย
...เมื่อไปถึงวัด Kopan ก็ลงจากรถไปถ่ายรูปวิววัด และวิวเมือง Kathmandu ข้างล่าง หลังจากนั้นก็เข้าไปในโบสถ์ เห็นพระทิเบตกำลังสวดอะไรไม่รู้ แต่งตัวแปลกๆ ดี พออยู่ในบริเวณวัด รู้สึกทำตัวสงบเสงี่ยมขึ้นมาโดยอัตโนมัติ จากที่ทำตัวเป็นลิงเป็นค่าง ไม่ค่อยส่งเสียงดังและนั่งฟังพระสวดอะไรไม่รู้ เหมือนนั่งฟังเพลง ไม่ใช่แค่สวดอย่างเดียว มีอุปกรณ์ทำเสียงแปลกๆ หลายอย่างด้วย พอดีเห็นตู้บริจาคก็เลยควักกระเป๋าเตรียมจะบริจาค พอเปิดดูไม่เห็นมีแบงค์ 100 รูปี มีแต่แบงค์ 500 รูปีไม่กี่ใบสุดท้าย แบบว่าก็อยากทำบุญแต่ว่าก็อยากเหลือไว้ Shopping บ้าง ได้ยินเสียงพี่คนหนึ่งบอกว่า ก็ทอนจากเงินในถาดที่คนอื่นบริจาคไว้แล้วซิ สงสัยจะเห็นท่าทางเก้ๆ กังๆ ของเรา แต่วิธีนี้เราไม่ค่อยชอบและไม่เคยทำแหะ พอดีได้ยินเสียงพี่อีกคนหนึ่งบอกว่า เงินบาทก็บริจาคได้ เราก็เลยทำบุญไป 100 บาท
... เสร็จแล้วก็เดินรอบๆ Sandsala 3 รอบ ไม่แน่ใจว่าเขียนถูกไหมหรือจำผิดรึเปล่า เป็นทรายสีต่างๆ เขามาโรยกับพื้นเป็นรูป Mandala (มันดาลา) คล้ายภาพวาดเหมือนผ้ายันต์บ้านเรา แต่ละเอียดมีลวดลายวิจิตรพิสดารมากกว่า ภาพ Mandala แม้แต่ปฏิทินก็มีราคาค่อนข้างแพง ยิ่งเป็นภาพวาดบนผ้าหรือกระดาษ เพื่อไปใส่กรอบรูป ราคาก็ยิ่งแพง ถือเป็นสิ่งที่ชาวทิเบตหรือชาวพุทธแถวนั้นนับถือ คล้ายๆ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หลังจากเดินถ่ายรูปรอบวัดแล้ว ก็ไปนั่งจิบชานม ซึ่งรสชาติคล้ายๆ ชาใส่คอมฟี่เมตประมาณนั้น เราสังเกตุเห็นพระทิเบตจะไม่โกนคิวแถมยังหยิบเงินได้ด้วย เพราะว่าเห็นพระเป็นคนขายของในร้านขายของ ลองสอบถามพระภิกษุรูปหนึ่งว่า พระเหล่านี้เรียนวิชาเหมือนโรงเรียนทั่วๆ ไปไหม เพราะเห็นบางรูปถือตำราเรียนหลายวิชา ก็ได้รับคำตอบประมาณว่า เรียนเหมือนโรงเรียนทั่วไป แต่เน้นเรียนพุทธศาสนาเยอะหน่อย
...หลังจากจิบชาเสร็จก็ไปถ่ายรูปหมู่ แล้วก็กลับไป Check in โรงแรมใหม่ในตัวเมือง ใกล้ๆ ย่าน Thamel ระหว่างที่กำลัง Shopping ที่ย่าน Thamel.ได้แวะกินข้าวเที่ยงที่ร้านอาหารไทยชื่อ หยินหยาง เจอกุ๊กสาวไทยมาคุยด้วย แถมถอดชุดกุ๊กออกไปเปลี่ยนชุดใหม่ พาพี่ๆ ที่ไปด้วยไปร้านขายของประดับ แกบอกว่าเทอร์ค้อย ที่นี่ของแท้ ก็ซื้อกันไปหลายอัน ช่วงตอนสั่งอาหารต้องใช้ภาษาอังกฤษกับเด็กเสริฟ เห็นเด็กบอกว่า เอา Spicy ไหม พอดีเพิ่งถามเพื่อนว่า เครื่องเทศเรียกว่าอะไร เขาว่า Spicy ดังนั้นเราเลยรีบตอบไปว่า No. เพื่อนเราก็บอกว่าต้องตอบว่า Yes. ซิ เพราะถ้าเป็นร้านอาหารไทยคำว่า Spicy มันหมายถึงเอาเผ็ดไหม คือพวกพริกก็คือเครื่องเทศชนิดหนึ่งประมาณนั้น เลยได้ความรู้อีกอย่างหนึ่ง ถ้าไม่ออกจากกะลามาเมืองนอกกะเขาคงไม่รู้อะไร เพราะชีวิตประจำวันแทบไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเลย จะมีก็เฉพาะศัพท์เทคนิคทางคอมพิวเตอร์ที่ต้องพูดทับศัพท์ เช่น Computer, Software, Harddisk เป็นต้น 
...วันนี้ดวงไม่ค่อยดี เดินอีท่าไหนไม่รู้เสียหลักจะหกล้ม 3 หน ถนนย่าน thamel แคบชนิดรถสวนกันลำบาก แถมไม่มีฟุตบาท แถมกำลังซ่อมทาง ขณะเดิน Shopping ก็ต้องระวังสารพัดรถจะมาเฉี่ยว ถือเป็นการ Shopping ที่เสี่ยงเอาการ สู้ที่ Pokhara ไม่ได้ ฟุตบาท กว้างขวาง เดินชมสินค้าได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องเดินวอกแวกเมือนแถว Thamel วันนี้ Shopping กันจนหมดเงินรูปีและ ดอลล่าห์ เรากับเพื่อน 3 คนขอดเงินรวมกันเหลือ 150 กว่ารูปี ซื้อเสื้อตัวสุดท้ายจากที่เพื่อนเราซื้อกันไปแล้วร่วม 10 ตัวได้ จากราคา 200 รูปี ต่อได้ 180 ร้านนี้ร้านเดียวใน Thamel ที่ยอมลดให้เหลือ 180 รูปี ปรากฏว่า เหลือ 150 กว่ารูปีเขาก็เอา เลยไม่มีเงินขึ้น Taxi กลับโรงแรม ต้องเดินกลับ ไปถามเจ้าของร้านหนึ่งว่าทางไปโรงแรมเดินไปยังไง เขาก็วาดแผนที่ให้
...ระหว่างทางเดินกลับ ไปเจอ หนุ่ม คงกระพัน พิธีกรรายการ ย้อนรอย เพื่อนเรากรี๊ดๆ กันใหญ่แล้วให้ถ่ายรูปคู่กับ หนุ่ม เพื่อนถามเขาว่ามาเที่ยวเหรอ เขาบอกว่ามาทำงาน และนั่งรถ Taxi มาที่ Thamel 20 รูปีเอง แสดงว่าพักใกล้ย่าน Thamel มาก พวกเราไม่อยากจะบอกว่า เราก็เดินกลับโรงแรม 20 นาทีเหมือนกันน่ะ ประมาณว่า Shopping กันหมดเงิน น่าให้พี่แกทำรายการ ย้อนรอย หนุ่มสาวไทยน่าสงสาร Shopping จนเงินหมดต้องเดินกลับโรงแรม
ระหว่างเดินกลับโรงแรมต้องข้ามถนน เสียวพอดูยังแซวกันว่า ถ้าโดนรถชนจะถูกพาดหัวข่าวว่า สาวไทยถูกรถชนขณะข้ามถนนเพราะไม่มีเงินขึ้น Taxi หรือเปล่า หรือว่าเขาจะมอบเหรียญนัก Shopping ดีเด่นให้ ฐานะตายในหน้าที่หรือไม่หนอ อิอิ
...ก่อนนอนนั่งเช็ดเลนส์แว่นตาจนมันหลุด ซวยเลย โชคดีพกเจ้าไขควงจิ๋วไปด้วย ไม่งั้นมองอะไรไม่เห็นจนถึงบ้าน แถมหวีผมอยู่ดีๆ หวีหักอีก ซวยจริงๆ วันนี้ รีบนอนดีกว่าเดี๋ยวมีอะไรตามมาอีก เฮ้อ
-------------------------------------------------------------------------------
2 พ.ย.50 Kathmandu - กรุงเทพฯ
...วันนี้ต้องตื่นแต่เช้ามืด เพราะต้องทานอาหารตอนตี 5 ตามเวลาที่นั่น เพื่อจะได้ไปสนามบินและตรวจเช็คกระเป๋าต่างๆ ให้เสร็จ ทันเครื่องออก 9 โมงได้พอเครื่องบิน บินขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือเมฆหมอก ภาพที่เราได้เห็นก่อนร่ำลาจากประเทศเนปาล ทำเอาถึงกับตะลึงอีกครั้ง ก็คือเทือกเขาหิมาลัยขาวโพล่น เป็นแถวยาวคล้ายกำแพง เป็นภาพที่เราประทับใจที่สุดสำหรับทริปนี้ ช่วงที่นั่งเครื่องบินเล็กจาก Pokhara มา ก็ประทับใจมากๆ เหมือนกัน ที่อุตส่าห์ดั่งด้นมาถึงที่นี่ ก็เพราะอยากเห็นเทือกเขาหิมาลัย หรือยอดเขาสูงๆ เทียมฟ้า มีหิมะขาวๆ เกาะอยู่ เป็นอะไรที่ฝันอยากจะเห็น เป็นสิ่งที่ทำให้ตัดสินใจมาให้เห็นกับตา แม้ว่ากลับไปจะต้องไปใช้หนี้ที่ยืมมาเที่ยวทริปนี้ก็ตาม ซึ่งวันแรกที่มาไม่เห็นเพราะมาถึงก็มืดสนิทแล้ว ประมาณสัก 2 ชั่วโมงกว่าๆ เราเห็นสนามบินสุวรรณภูมิแล้ว แต่เครื่องบินบินออกทะเล สงสัยมาถึงเร็วกว่ากำหนด เลยบินเถลไถล แถวๆ ทะเลสักพักก็วกหัวกลับ มาลงที่สุวรรณภูมิ ด้วยความนิ่มนวล ที่จริงอยากจะบอกว่า ช่วงไปเที่ยวเชียงใหม่งานพืชสวนโลกปลายปีที่แล้ว ขาไปนั่งเครื่องไปเรากลัวแทบแย่ ลุ้นกลัวมันจะหมดแรงยังไงไม่รู้ ทำให้เรากลัวขนาดที่บอกเพื่อนไว้ว่า เข็ดไม่อยากนั่งเครื่องบินอีกแล้ว
...แต่งวดนี้รู้สึกเฉยๆ มีลุ้นช่วงขาไปเนปาล เพราะไปถึงก็ช่วงหัวค่ำท้องฟ้าเริ่มมืดไปหมด กลัวบินไปชนภูเขา เพราะความสูงที่บินๆ กัน จากระดับน้ำทะเลอยู่ประมาณ 1,900 เมตร เตี้ยกว่าดอยอินทนนท์บ้านเราเสียอีก อย่าว่าแต่ไปเทียบกับเจ้ายอดเขาสูงๆ ที่ประเทศเนปาล ที่มีความสูงระดับ 8,000 เมตร หลายลูก และระดับต่ำลงมาอีกนับร้อยนับพันลูกเลย แต่จากทริปนี้ทำให้เราไม่กลัวการนั่งเครื่องบินแล้ว ปีหน้ากะว่าจะเก็บเงินลุยต่างประเทศอีก เพื่อท่องเที่ยวไปตามฝันที่อยากจะไป และฝึกภาษาอังกฤษให้แข็งแรงกว่านี้อีก จะ Go inter ว่างั้นเถอะ นี่ถ้าเราอยู่ที่เนปาลอีกสักเดือน รับประกันได้ต้องพูดได้คล่องและดีกว่านี้แน่ๆ แต่ก่อนเราเห็นฝรั่งเราจะหลบไม่ค่อยอยากตอบ กลัวฝรั่งเดินมาถามเพราะกลัวพูดไม่ได้ แต่จากทริปนี้กับกระตุ้นให้เราวิ่งเข้าหาฝรั่ง หรือชาวต่างชาติที่พูดภาษาอังกฤษได้ ไม่กลัวฝรั่งเหมือนในอดีต เพราะอยากพูดๆๆๆๆๆๆๆ ถูกบ้างผิดบ้างก็อยากพูดๆๆๆๆๆ
...อย่างตอนขากลับมา
ที่สุวรรณภูมิ เจอทางแยกไปรอรับกระเป๋า 2 ทาง เราไม่รู้จะไปทางไหนขนาดเป็นคนไทยนะเนี๊ยะ ยังงง เห็นเจ้าหน้าที่ผู้ชายคนหนึ่งอยู่แถวนั้น เดินไปถามถึงรู้ให้เงยหน้ามองกระดานบอร์ดข้างบน ก็จะรู้เองว่าต้องไปเข้าช่องไหน ก็เล่นเอาร้านปลอดภาษีล่อไว้เต็ม เขาก็เดินมองระดับสายตามองของมองนั่นนี่ ไม่ค่อยเห็นมีใครเงยหน้า ถ้าใครมาเมืองไทยครั้งแรกหรือมาใช้สนามบินครั้งแรก จะงง ทำไมไม่ทำป้ายระดับสายตาบอกว่าให้เงยหน้าดู ว่าจะต้องไปรอรับกระเป๋าที่ช่องไหน เรากลัวพี่ที่ตามมาทีหลังหลงเพราะเขาแวะ Shopping ต่อ เลยยืนรอบริเวณทางแยก ไม่ถึง 5 นาทีเห็นฝรั่ง จีน ญี่ปุ่นหรือสารพัดชาติ ที่มาครั้งแรกไม่มีคนนำทางจะงงๆ ว่าจะต้องไปทางไหนดีมี 2 ทางให้เลือก เรารีบปรี่ไปช่วยบอกว่าให้ Look at this board. ไม่รู้พูดถูกไหมแต่เขาเข้าใจเพราะเราชี้ไปที่ Board ด้วย
...ส่วนเจ้าหน้าที่ที่ยืนบริเวณนั้นไม่รู้มายืนทำไม ไม่มีใครถามแกก็ยืนเด่แบบนั่น พอช่วงตรวจคนเข้าเมืองเราสงสารชาวต่างชาติที่มาออเต็มไปหมดจริงๆ คือเราเข้าใจว่ามันรีบมากไม่ได้ เพราะต้องถ่ายรูปต้องตรวจเอกสาร แถมมีคนตรวจมานั่งไม่ครบช่อง ทำไมไม่หาคนมานั่งให้ครบทุกช่องทุกช่วงเวลา แม้จะเป็นเวลาพักกลางวัน จะได้เร็วๆ กว่านี้ ต่างชาติจะได้ประทับใจ ดูๆ แล้วสิ่งก่อสร้างก็ทันสมัยไม่อายใครในโลกนี้แล้ว ยังขาดแต่ความกระตือรือร้น และความเอาใจใส่เล็กๆ น้อยๆ ถ้าทำได้จะเยี่ยมมากๆ ช่วงมาเอากระเป๋าก็ไม่ช้าอะไร ก็นั่งรอพวกพี่ๆ ที่ยัง Shopping ไม่เลิกลา สักพักใหญ่ๆ ก็ออกมา ปรากฏว่ามีพี่คนหนึ่งยังออกมาไม่ได้ เพราะยังไม่ได้กรอกเอกสารขาเข้าเมือง ซึ่งทางไกด์เขาให้กรอกตั้งแต่ตอนกรอกขาออกแล้ว สงสัยพี่เขาจะลืม คราวนี้เลยวุ่นนิดหน่อยเพราะไม่รู้เลขที่ Visa เลยต้องโทรถาม คนจัดทัวร์ ซึ่งก็ไม่รู้อยู่ไหนแล้ว เนื่องจากกลุ่มเราออกมาช้าสุดเพราะ Shopping กันต่อ เขาก็เลยฝากเราไว้ให้ดูแลกลุ่มเดียวกันเอง เราก็รับปากไว้เพราะคิดว่าไม่น่ามีอะไร โชคดีว่าเขาเปิดโทรศัพท์ไว้และโทรติดไม่งั้นคงวุ่นกว่านี้ แต่สุดท้ายก็เรียบร้อย ต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน
...คนอื่นไม่มีปัญหาเท่าไหร่ตอนขึ้น Taxi กลับบ้าน เพราะเขาเรียกเพิ่มประมาณ 50 บาท และคิดตาม Meter ถ้าเราไปดอนเมืองก็ไม่มีปัญหา แต่เราอยากกลับไปบ้านริมนาคลอง9 พี่แกเรียกเพิ่ม 500 บาทบ้าจริงๆ เลยเดินขึ้นไปอีกชั้นเพื่อเรียก Taxi ข้างนอกที่แวะมาส่งคน ปรากฏว่าเหมือนจะดีแต่สุดท้าย แกพยายามพูดทำนองให้คิดแบบเหมาจ่าย เราก็ไม่รู้ให้เท่าไหร่ ที่จริงจากสุวรรณภูมิไปแถวลำลูกกาง่ายและเร็วกว่าเข้าไปในเมืองอีก จากทางด่วนเลี้ยวขวาบางปะอินแล้วลงตรงลำลูกกา ถ้าคลอง 1-5 ก็เลี้ยวซ้ายไปถ้าคลอง 5 ก็เลี้ยวขวา ไม่เกิน ครึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้ว นี่เล่นอ้อมไปลงดินแดงแล้วไป ดอนเมือง เพราะตอนแรกเรากะไปดอนเมืองเลย แต่เปลี่ยนใจไปคลอง 9 อีก ก็เลยอ้อมเยอะ ขนาดขับอ้อมเยอะๆ ขนาดนี้ราคาตาม Meter ยังไม่ถึง 500
บาทเลย แต่ตกลงให้เขา 700 บาทก็เลยจ่ายไปตามนั้น เฮ้อ ถึงบ้านเสียที
-------------------------------------------------------------------------------