|
วัดหนองหอย
ครอบครัวเรามีความเลื่อมใสนับถือศรัทธาในเจ้าแม่กวนอิม ทุกคนในบ้านนั้นไม่มีใครกินเนื้อวัวกันเลย ซึ่งหากมีเวลาครอบครัวเรามักจะหาโอกาสไปมนัสการกราบไหว้ขอพรเจ้าแม่กวนอิม ที่ประดิษฐาน ณ วัดหนองหอย กันเสมอ ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากนครปฐมบ้านเรานัก วัดนี้ ก็ตั้งอยู่บนยอดเขาตำบลเขาเหลือ อยู่ห่างจากตัวเมือง จ.ราชบุรี ประมาณ 22 กิโลเมตรได้ ขับไปตามเส้นทางสายเขางู-เบิกไพร ซึ่งก็สามารถนำรถยนต์ขับขึ้นไปถึงบริเวณเชิงวิหารได้เลย เรามาที่นี่ทีไร มักจะเห็นผู้คนที่มามนัสการกราบไหว้เจ้าแม่กวนอิมกันจำนวนมากเสมอ เรียกว่าไปแต่ละครั้งรถแทบจะไม่มีที่จอดรถเลย ยิ่งในช่วงเทศกาลกินเจ ไม่ต้องพูดถึง
ทุกครั้งหลังจากมนัสการกราบไหว้ขอพรเจ้าแม่กวนอิมกันเสร็จแล้ว ก่อนกลับบ้าน ครอบครัวเรามักมากินข้าวต้มเจ ที่โรงอาหารกันเป็นประจำ นั่งกินไปนั่งชมวิวทิวทัศน์ด้านล่างไป มองแล้วเพลิดเพลินรู้สึกอิ่มท้องและอิ่มใจ พร้อมฟังเพลงเจ้าแม่กวนอิม ช่วยทำให้ใจที่หงุดหงิดเรานั้นสงบขึ้น รู้สึกผ่อนคลายได้ไม่น้อยทีเดียว เรียกได้ว่า กลับบ้านไปพร้อมความสุข ความสบายใจทุกครั้งที่ได้มาเยือน
ช่วงขากลับคราวนี้ เราไม่ย้อนกลับไปราชบุรีเหมือนขามา จากวัดหนองหอย ใช้เส้นทางมุ่งไปโพธาราม ซึ่งช่วงระหว่างเดินทางนั้น เราเห็นป้าย วัดขนอน รู้สึกสนใจ จำได้ว่าเป็นวัดที่มีชื่อเสียงทางด้านการแสดงหนังใหญ่ เวลายังไม่เย็นนัก ก็ชวนครอบครัวเที่ยวกันต่อ เราขับรถไปตามป้าย มุ่งตรงไปยังวัดขนอน ซึ่งตั้งอยู่ใน ต.สร้อยฟ้า อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
วัดขนอนหนังใหญ่
เมื่อมาถึ ง ได้รู้ว่าหากจะชมการสาธิตการเชิดหนังใหญ่นั้นต้องมาวันเสาร์ ก็เป็นที่น่าเสียดายมาก ไว้หาโอกาสมาเยือนกันอีกครั้ง คราวนี้พวกเราไปเดินชมพิพิธภัณฑ์กันก่อน เราขึ้นไปบนเรือนไม้ทรงไทย ตุ๊บ เอ๊ะเสียงอะไร เราชะงักหาที่มาของเสียง ก็ถึงบางอ้อ! เป็นเสียงลูกจันทร์ตกลงมาจากต้น ที่แท้ต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาบนนอกชานเรือนไม้เป็นต้นจันทน์นี่เอง เราเดินไปเก็บลูกจันทร์ขึ้นมาหอม หอมชื่นใจ
เมื่อได้เข้าไปชมหนังใหญ่ ในพิพิธภัณฑ์ เราบอกได้คำเดียวว่า “สุดยอด” เป็นศิลปะลวดลายไทย ที่ช่างวิจิตรบรรจง งดงามยิ่งนัก แกะสลักได้ประณีตมาก เรารู้สึกประทับใจ ตื่นตาตื่นใจ และอดทึ่งในความสามารถของคนสมัยบรรพบุรุษเราไม่ได้ เดิมทีเราสงสัยว่าทำมาจากอะไร ได้อ่านจึงรู้ว่า หนังใหญ่โดยทั่วไปนั้นส่วนมาก ทำจากหนังโค นำมาฟอก นำมาฉลุหรือสลักลายเป็นภาพตามตัวละครในเนื้อเรื่อง ลงสีเคลือบให้คงทน สุดท้ายนำไปผูกกับไม้ตับหนัง แต่ถ้าเป็นการสร้างตัวหนังเจ้า อย่างพระฤาษี จะใช้หนังเสือ รูปพระแผลงจะใช้หนังโค ตายพราย ซึ่งผู้สร้างจะต้องนุ่งขาวห่มขาว ถือศีลแปด และจะต้องเขียนสลักและลงสีให้เสร็จในวันเดียวกัน ส่วนความเป็นมาของหนังใหญ่นั้น ว่ามีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย แต่หลักฐานการแสดงหนังใหญ่นั้นเริ่มมีในสมัยกรุงศรีอยุธยา ส่วนในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นั้น ปรากฏหลักฐานในการแสดงหนังใหญ่ สมัยรัชกาลที่ 1 ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องอิเหนา สมัยรัชกาลที่ 2 มีหลักฐานสร้างตัวหนังใหญ่ บทวรรณคดีที่ใช้ในเรื่องรามเกียรติ์
เราอ่านจากประวัติพิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดขนอน ย่อมาเล่าพอสังเขป หนังใหญ่นั้นสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยผู้ริเริ่มในการสร้างหนังคือ ท่านพระครูศรัทธา สุนทร(หลวงปู่กล่อม) ซึ่งหลวงปู่กล่อมได้ชักชวนช่างที่มีฝีมือคือ ครูอั๋ง ช่างจาด ช่างจ๊ะ ช่างพวง มาร่วมกันสร้าง ชุดแรกที่สร้างขึ้นนั้นคือ ชุดหนุมานถวายแหวน ต่อมาได้ช่วยกันสร้างเพิ่มอีกรวม 9 ชุด ซึ่งปัจจุบันมีตัวหนังทั้งหมด 313 ตัว ในปี 2532 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเห็นคุณค่าในการแสดงและศิลปะในตัวหนังใหญ่ ทรงมีพระราชดำริ ให้ทางวัดช่วยอนุรักษ์หนังใหญ่ทั้ง 313 ตัวไว้ โดยให้จัดทำหนังใหญ่ชุดใหม่ขึ้นไว้แสดงแทน ทางวัดจึงได้จัดทำพิพิธภัณฑ์สถานแสดงตัวหนังใหญ่ขึ้นมา และยังฝึกหัดให้เยาวชนได้เรียนรู้ เพื่อสืบทอดศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่านี้ เพื่อตอบสนองโครงการตามพระราชดำริ สืบต่อไป ซึ่งปัจจุบันพิพิธภัณฑ์เปิดทำการทุกวัน เวลา 8.00 น-17.00 น. ส่วนการแสดงสาธิตละครหนังใหญ่ จะมีเฉพาะวันเสาร์ เวลา 10.00 น-11.00 น. ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 032-233386
พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง
จากวัดขนอน พวกเราไปเที่ยว พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วงกันต่อ ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก เมื่อไปถึงพิพิธภัณฑ์ เป็นอะไรที่เหนือความคาดหมายของเรา ภายในจัดแสดง ตกแต่งได้เป็นระเบียบ บอกเล่าความเป็นมาของบรรพบุรุษและวัฒนธรรมของชาวบ้านม่วงได้ดีทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น คัมภีร์ ผ้าห่อใบลาน เครื่องมือเครื่องใช้ เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย และเครื่องใช้ในการประกอบอาหารการกินฯลฯ ทำให้เรารู้ความเป็นมาของชาวมอญที่อพยพเข้ามาอยู่ประเทศไทยอีกด้วย
ซึ่งตามประวัตินั้น ถิ่นคนมอญเดิมนั้นอยู่สังกัดรัฐมอญในประเทศพม่า การอพยพยกครัวเข้ามาสู่ดินแดนไทยครั้งใหญ่ๆ ทยอยเป็นระลอกมี 9 คราวด้วยกันคือ สมัยกรุงศรีอยุธยา 6 คราว สมัยกรุงธนบุรี 1 คราว และสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ 2 คราว ซึ่งคราวแรก สมัยพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ตีเมืองหงสาวดี และเมืองเมาะตะมะแตก ส่วนคราวสุดท้ายเมื่อปี 2357 เกิดกบฏมอญที่เมาะตะมะจึงถูกพม่าปราบอย่างรุนแรง เกิดการอพยพหนีเข้าไทยเป็นระลอกใหญ่
ถึงแม้คนมอญจะสิ้นแผ่นดินไป แต่ก็ไม่สิ้นชาติ ความสำนึกความเป็นมอญก็ยังคงดำรงอยู่ ซึ่งจะเห็นได้จากความเชื่อ มั่นและศรัทธาที่คนมอญมีต่อพระพุทธศาสนาเถรวาท ที่ใช้ภาษาและอักษรมอญบันทึกและถ่ายทอด ประเพณี พิธีกรรม ความรู้และจริยธรรม สืบมาแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ชุมชนมอญเกือบทั้งหมดในประเทศไทยนั้นจะมี”วัดมอญ”ดำรงความเป็นศูนย์กลางทางสังคมและพิธีกรรมสำคัญที่สุดของชุมชนเสมอ
อ่านจากประวัติแล้ว ย่อมาเล่าพอสังเขป พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านนี้เกิดจากความร่วมมือจากหลายฝ่าย ที่มองเห็นคุณค่าวิถีชีวิตในอดีตที่ยังมีร่องรอยอยู่ พยายามช่วยกันเก็บรวบรวมสิ่งของที่สะท้อนความเป็นมา นำมาจัดแสดงให้เป็นแหล่งความรู้เรื่องมอญสืบไป โดยความร่วมมือของวัดม่วง ,ชาวบ้านม่วง และคนมอญในลุ่มน้ำแม่กลอง และมหาวิทยาลัยศิลปากรที่หวังจะให้เป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าด้าน “มอญศึกษา” สิ่งสำคัญสุด ยังจัดตั้งขึ้นเนื่องในวโรกาสมหามงคลสมัย เฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งตรงกับวันที่ 12 สิงหาคม 2535 ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2536 ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์เปิดบริการวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ เวลา 9.00 น-16.00 น. ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 032-372548
|