ทริปคาราวานไทย-กัมพูชา
...เล่าเรื่องก่อนเดินทาง...
ทริปนี้ถือเป็นทริปที่เราเตรียมตัวไปเที่ยวแบบฉุกละหุกที่สุด รีบเคลียงานกันแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอน กว่าจะมีเวลาจัดของใส่กระเป๋าเดินทางก็ปาเข้าไปตีสองตีสามกว่า สิ่งแรกที่เราจัดเตรียมก็คือ กล้องดิจิตอลคู่ใจ อุปกรณ์ชาร์จ แบต ให้พร้อมก่อน ลืมอะไรลืมได้แต่หากลืมกล้องดิจิตอลคู่ใจ เป็นเรื่องเลย บอกได้คำเดียวว่าทริปนี้เราคงเฉาเป็นแน่ อิอิอิ
ช่วงระหว่างการเดินทาง แถวจังหวัดจันทบุรี ได้ยินเสียงดังแคล็กๆใต้ท้องรถ รีบจอดรถ ลงไปดูกัน เอาไหมล่ะเจ้ามดแดงแผงฤทธิ์เสียแล้ว ก่อนเดินทาง เจ้าน้องชายเอาเจ้ามดแดง ไปซ่อมที่ศูนย์ ก็ลองโทรกลับไปเช็คถามอาการ ช่างก็ให้คำตอบไม่ได้ แถมช่วงเวลานั้นก็ ประมาณห้าโมงเย็น ช่างเตรียมตัวจะกลับบ้านแล้ว พวกเราแก้
ปัญหา หาอู่ซ่อมรถแถวนั้น ก็ไปเจอร้านหนึ่งช่วยดูให้ เช็คอาการแล้วบอกว่า ปัญหาเกิดจากฟรีล็อค ไม่เป็นปัญหาอะไรมาก รถขับได้ เพียงแต่บางครั้งเสียงดังฟังแล้วจะรำคาญเท่านั้น
แต่เราก็ไม่ค่อยแน่ใจ ไม่สบายใจนัก หากไปเสียที่กัมพูชานี่เป็นเรื่องเลย เราจะดันทุรังกันเกินไปไหม! ก็เลยบอกเจ้าน้องชายให้โทร.ไปบอกคนจัดทริปแต่เนิ่น ๆ ดีกว่า เจ้าน้องชายบอกอาการของรถให้ฟัง ผู้จัดทริปก็ให้คำตอบเหมือนกับช่างเหมือนกัน แล้วบอกว่าไม่ต้องห่วง รถไปได้ แล้วทริปนี้มีช่างไปกันเยอะด้วย เราก็กลัวว่า รถจะไปเสียระหว่างการเดินทาง ไปเป็นตัวถ่วง หรือทำความลำบากให้กับเพื่อนร่วมทริป ได้ฟังแบบนี้แล้วจะคิดมากไปทำไม ไปตายเอาดาบหน้าก็แล้วกัน อิอิอิ
วันแรก...จากชายแดนเกาะกง...สู่กรุงพนมเปญ
ทริปนี้ครอบครัวเราไปกัน 4 คน มีป๊า โกศรี เรา และน้องชาย คาราวานรถซูซูกิทั้งหมด 20 คัน จำนวน 50 กว่าชีวิต การเดินทางทริปนี้พวกเราเข้าทางชายแดนเกาะกง ไปค้างกรุงพนมเปญ 1 คืน ไปค้างเสียมราฐ 2 คืน วันกลับออกทางศรีโสภณ ปอยเปต ซึ่งเป็นทริปที่เข้าทาง ออกอีกทาง การติดต่อประสานงานเจ้าหน้าที่ก็ต้องใช้เวลานาน กว่าล้อหมุนก็ประมาณ 12.15 น. ซึ่งก็มีรถทหารนำขบวนคาราวานครั้งนี้ด้วย
การเดินทางทริปนี้พวกเราต้องนำรถลงแพทั้งหมด 4 จุด ซึ่งอีกไม่นานการเดินทางก็จะสะดวกขึ้นเห็นทำสะพานข้ามแม่น้ำบางช่วงใกล้จะเสร็จแล้ว ถนนหนทางถือว่าดีใช้ได้ มีบางช่วงที่กำลังทำทาง ขรุขระบ้างไม่มาก หากเปรียบเทียบกับเส้นทางขากลับทางปอยเปต ถนนเส้นนั้นแย่กว่า เป็นหลุมเป็นบ่อตลอดทาง
ช่วงระหว่างเดินทางเจอฝนตกหนักบางช่วงแทบมองไม่เห็น เส้นทาง บางช่วงได้เห็น ไอหมอกลอยคลอเคลียกับแนวเขา เห็นแล้วรู้สึกชื่นใจจัง ช่วงระหว่างเดินทางไปกรุงพนมเปญ ก็มีเรื่องตื่นเต้นอีกครั้ง มีรถบรรทุกที่จอดอยู่ข้างทางขึ้นถนนตัดหน้ารถเราอย่างกะทันหัน น้องชายเบี่ยงหลบรถมา เจอรถสวนทาง โชคดีที่มีไหล่ทางหน้าร้านค้าขายของที่กว้างพอสมควร น้องชายตัดสินใจเบี่ยงหลบลงมา ถือว่าน้องชายตัดสินใจได้ดี ไม่ตกใจ ไม่เช่นนั้น...ไม่อยากจะคิด พูดถึงเรื่องการขับรถ สำหรับเราแล้ว คนที่ขับรถเก่งและดี ไม่ใช่อยู่ที่ขับรถได้เร็ว ปาดแซงซ้ายขวา ได้อย่างชำนาญคล่องแคล่วอย่างเดียว แบบนี้แค่มีความใจกล้า ใจถึง หรือรอบบินสูงก็ทำได้ แต่จะต้องมีสติ ตัดสินใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เมื่อเกิดเหตุการณ์ภาวะคับขันได้ดีด้วยนะ
พวกเราเดินทางถึงกรุงพนมเปญ ห้าทุ่มกว่า..(.เอง ) วันนี้เรานั้นนั่งลุ้น นั่งเกร็งตลอดทาง รู้สึกปวดเมื่อยไปหมด เหมือนไปเดินขึ้นเขาอย่างไงอย่างนั้น ต้องขอยาคลายกล้ามเนื้อจากป๊ามากิน คืนนี้เรานอนหลับเป็นตายZZZZZzzzzzz
วันที่สอง...จากพนมเปญ...สู่เสียมราฐ,เสียมเลียบ
เช้าวันรุ่งขึ้น ช่วงระหว่างรอคาราวานเตรียมความพร้อมเดินทาง เรากับโกชวนกันไปเดินเที่ยวรอบๆ บริเวณโรงแรมที่พัก เรามองเห็นหลังคาวัดแต่ไกล ชวนกันเดินไปเที่ยวชม พอไปถึงเราก็ยกมือไหว้ แต่พอสังเกตใกล้ๆ อ้าวเฮ้ย! ไม่ใช่วัดนี่หว่า เป็นร้านอาหารหงะ เพ้งงงง!!!!!!! หน้าแตก คนที่อยู่ในร้านถ้าเห็นคงจะงงสงสัย ไหว้อะไรของมันหว๊า 555555 ที่กัมพูชานี่ไม่ว่าโรงแรม ร้านอาหาร บางแห่งจะจำลองหลังคาวัดมาสร้างเป็นหลังคา และก็นิยมนำรูปปั้นพญานาคมาตั้งไว้ด้านหน้ากิจการกันนะ
ประมาณเก้าโมงกว่าล้อหมุน ท้องฟ้าอากาศสดใส การเดินทางทริปนี้ของเราคงราบรื่นดีนะ พวกเราแวะเที่ยวชมพระราชวังกันก่อน จากนั้นพวกเราก็ตียาวจุดหมายปลายทางคือเสียมราฐ หรือเสียมเลียบ ช่วงระหว่างเดินทางต้องคอยลุ้นตลอด เพราะรถเครื่องที่นี่ไม่มีการหลบ ขี่ปาดขึ้นมาไม่กลัวรถเลย เฉพาะวันนั้นโดนรถเครื่องขี่ตัดหน้า 5-6 ครั้งได้ เราต้องขับใช้ความระมัดระวังยิ่งขึ้น ก่อนถึงเสียมราฐไม่กี่กิโลเมตร เจ้ามดแดงเกิดเกเรอีกครั้ง เสียงดังแคล็กๆใต้ท้องรถดังมาก จนทำให้รู้สึกเครียด ต้องจอดรถให้ช่างในทริปมาช่วยกันดู ช่างแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ก่อน เพราะว่าพวกเราต้องไปแวะเที่ยวชม ทะเลสาบน้ำจืด ตวนเลซาบหรือโตนเลสาบกันต่อ
ตวนเลซาบ หรือโตนเลสาบ เป็นทะเลน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฟังจากประวัติ ที่มัคคุเทศก์เล่าให้ฟัง ที่นี่เวลาหน้าฝน น้ำจะท่วมไปถึงบริเวณเชิงเขาพนมกอม ชาวบ้านแถวนั้นจะสร้างบ้านลอยน้ำกันเป็นส่วนใหญ่ จะมีสร้างเป็นเพิงตามริมถนนบ้างในช่วงฤดูแล้ง ส่วนโรงเรียนก็ เป็นโรงเรียนห้องสมุดลอยน้ำเช่นกัน เสียดายมัวตื่นเต้นตอนเรือเบียดชนกัน เลยไม่ได้ถ่ายภาพ โรงเรียนและห้องสมุดลอยน้ำมา มัคคุเทศก์เล่าให้ฟังว่า ในทะเลสาบมีสัตว์น้ำพันธ์ปลามากมาย ได้รับการยกย่อง เป็นแหล่งปลา น้ำจืดที่สมบูรณ์ที่สุดในโลกทีเดียว ซึ่งก็สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศไม่ใช่น้อย ได้ยินว่าเป็นอันดับ 2 รองจากการท่องเที่ยวนะ
วันที่สาม...ท่องเที่ยวอังกอร์วัด
ประเดิมแรกที่...ปราสาทบันทายศรี
เช้าวันรุ่งขึ้น พวกเราและคณะเตรียมตัวไปเที่ยวชมปราสาทนครวัดนครธมกัน โดยเริ่มประเดิมเที่ยวที่ ปราสาทบันทายศรีกันก่อน เป็นปราสาทที่ไม่ใหญ่โตนักแต่ก็ดูสวยงดงาม อ่อนช้อย สร้างขึ้นด้วยหินทรายสีชมพู
ลวดลายหน้าบัน จำหลักดูวิจิตรบรรจงงดงามยิ่งนัก ซึ่งหน้าบัน ทับหลังแต่ละจุดจะเป็น เรื่องเกี่ยวกับรามเกียรติ์ เรื่องกฤษณาวตาร เรื่องนรสิงหาวตาร โดยเฉพาะภาพสลัก นรสิงหาวตาร เป็นภาพที่เด่นหาดูยากและมีแห่งเดียวที่ปราสาทบันทายศรีแห่งนี้ ฯลฯ มุมมองส่วนตัวเรานั้น ถ้าพูดถึงลวดลายแกะสลักแล้ว ปราสาทบันทายศรีนี้ไม่เป็นสองรอง จากปราสาทใดทีเดียว ถือว่างดงามที่สุดก็ว่าได้ เรานั้นชอบประทับใจเป็นพิเศษ
ทริปนี้เราไม่ค่อยได้เดินตามฟังมัคคุเทศก์บรรยายมากนัก ก็อาศัยให้โกศรีฟังรายเอียดบ้าง เราอ่านหนังสือเองบ้าง เรามักจะเดินรั้งท้ายเพื่อนคณะตลอด เพราะมัวแต่ต้วมเตี้ยมถ่ายภาพ ทริปนี้เราเอาเครื่อง Digimate II ไปเก็บไฟล์ภาพด้วย ก็จุได้ 80 GB ตลอดทริปการเดินทางครั้งนี้เราบันทึกทั้งไฟล์ภาพ และวีดีโอ แค่ 2 GB (เอง) อิอิอิ อ้อ! เราได้ความรู้ใหม่ที่เราเข้าใจผิดมานาน คำว่า อังกอร์ แปลว่า วัด ไม่ใช่แปลว่า เสืออย่างที่เราเข้าใจ เราเคยดูละครเรื่องอังกอร์ ในเรื่องนางเอกโดนปีศาจเสือเข้าสิง เราก็เลยเข้าใจผิดน่ะ
ปราสาทตาพรหม
จากปราสาทบันทายศรี ไปเที่ยวชมปราสาทตาพรมกันก่อน รู้เพียงคร่าวๆว่า ปราสาทแห่งนี้เป็นวิหารหลวง และจุดเด่นที่น่าสนใจ ที่เราเคยรู้มาจากอ่านหนังสือท่องเที่ยวก็คือ ปราสาทตาพรหมนั้น แวดล้อมไปด้วย ต้นไม้ใหญ่ รากไม้นั้นซอนไซไปตามบนแผ่นศิลา และปราสาท ดูเป็นเสน่ห์น่าดึงดูดใจ เรากับโกศรีเดินตามหาต้นไม้หนึ่งที่มีรากไม้ใหญ่ดูราวคล้ายปลาหมึกยักษ์ พอโกศรี ไปเห็นด้วยสายตนเอง บอกรู้สึกผิดหวัง เห็นในหนังสือดูใหญ่โตมากกว่า ก็ว่าไปตามมุมมอง และความคาดหวังของแต่ละคน เราเลยไม่อยากถ่ายภาพในมุมมหาชนที่ถ่ายภาพแต่รากไม้มา ก็เปลี่ยนไปหามุมถ่ายให้เห็นทั้งต้นเลยดีกว่า อิอิอิ
สำหรับเราแค่ต้นไม้รากไม้ซอนไซยึดตามแผ่นศิลา ได้อย่างกลมกลืนลงตัวนั้น ก็สร้างความทึ่ง สนเท่ห์ให้กับเราแล้ว เห็นแล้วเราก็อดนึกถึง โบสถ์ปรกโพธิ์ ค่ายบางกุ้ง บ้านเราไม่ได้ จำได้ว่ามีต้นไม้ 4 ชนิด ต้นโพธิ์ ต้นไทร ต้นไกร และต้นกร่าง ที่รากไม้ยึดตัวโบสถ์ไว้อย่างหนาแน่น ทางประวัติศาสตร์นั้นใช้ที่นี่เป็นค่ายรับศึกพม่า ต้นไม้ปรกคลุมรอบตัวโบสถ์หนาแน่น ดูพลางตาก็เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการรบได้เป็นอย่างดี
พูดถึงเรื่องราวประวัติศาสตร์แล้ว ต่างก็มีเรื่องราวประวัติศาสตร์ไม่ต่างกันนัก ผลัดกันรุ่งเรื่องยิ่งใหญ่ และเสื่อมไปตามยุคสมัย เป็นเหมือนสัจธรรมที่ว่า ไม่มีอะไรที่แน่นอน อ้าว! จากกัมพูชามาบ้านเรา จากบ้านเราไปต่อที่ กัมพูชาต่อดีกว่า

ปราสาทนครธม
ไปต่อที่ปราสาทนครธม ก่อนจะเดินเข้าโคปุระ ประตูเมืองนครธม ฝนตกลงมา ดีที่เราเตรียม ชุดกันฝนมาจากบ้าน คิดในใจวันนี้คงได้แต่เดินชม อดถ่ายภาพเป็นแน่ ฝนตกไม่เท่าใดนักก็หยุดตก เย้ววว...สงสัยฟ้าคงสงสารเรา เอ้า!...ว่าไปนั้น
ปราสาทบายน ในนครธมนั้น สร้างต่างจากปราสาทสมัยเดิม ที่สร้างแบบศาสนาพราหมณ์ เปลี่ยนมาสร้างเป็นแบบพุทธศาสนานิกายมหายาน ที่ปราสาทแห่งนี้ระเบียงคตทางด้านทิศใต้ จะมีภาพแกะ สลักถ่ายทอดเล่าเรื่องราวการสู้รบทางเรือระหว่างทหารเขมรและทหารจาม (เวียดนาม)
ส่วนระเบียงคตทางด้านทิศตะวันออก เป็นภาพเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงกู้เมือง
จุดเด่นที่น่าสนใจปราสาทนครธมคือ
ปรางค์ปราสาทนั้นแกะสลักเป็นภาพพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ปรางค์หน้าพระพักตร์ หันหน้าไปทั้งสี่ทิศ แต่ละปรางค์พระพักตร์มีลักษณะแตกต่างกัน บ่งบอกถึงความเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ถึงแม้ปราสาทแห่งนี้ลวดลายหน้าบันจำหลัก ดูงดงามไม่สมบูรณ์นัก แต่เรานั้นทึ่งความแปลกทางด้านศิลป ภาพสลักปรางค์พระพักตร์รวมทั้งหมด 54 ปรางค์ยิ่งนัก

ปราสาทนครวัด
ปราสาทสุดท้ายที่นักท่องเที่ยวทั้งหลายไม่ควรพลาด สมดั่งคำเล่าลือถึงความยิ่งใหญ่ อลังการของตัวปราสาท ภายในระเบียงคตทั้งสี่ทิศนั้น มีภาพแกะสลักเรื่องราวต่างๆ ซึ่งยาวที่สุดในโลก -เป็นภาพเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับกองทัพ การยุทธที่ทุ่งกรุเกษร จากมหากาพย์เรื่อง มหาภารตยุทธ - เป็นภาพสลักอวตารของพระวิษณุ ซึ่งมีภาพทศกัณฑ์โยกเขาไกรลาศ, ภาพกามเทพแผลงศรใส่พระศิวะ ภาพสุครีพรบพาลี - เป็นภาพประวัติศาสตร์/กองทัพเสียมกุก ซึ่งระเบียงคตชั้นนี้เป็นการสร้างเพื่อสรรเสริญพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ผู้สร้างนครวัด เป็นภาพกระบวนทัพอันเกรียงไกรของพระองค์ -เป็นภาพสลักแดนสวรรค์-ขุมนรก และเป็นภาพตำนานการกวนเกษียรสมุทร ฯลฯ
ซึ่งปราสาทแห่งนี้จะมีภาพสลักนางอัปสราเยอะและงดงามที่สุด แต่ละภาพนั้นแต่งกาย ทรงเครื่องดูแตกต่างกันไป โดยเฉพาะทรงผม ส่วนรูปหน้า ท่าทางที่ดูแปลกจากนางอัปสรา อื่นก็คือภาพนางอัปสราเผยยิ้ม อารมณ์ศิลปของช่างปั้นคงอยากให้นางอัปสรายิ้มบ้าง จะว่าไป นอกจากความแปลกไม่เหมือนใคร ยังดูสวยมีเสน่ห์นะจะบอกให้ สำหรับเราแล้ว ภาพนางอัปสราเผยยิ้ม เป็นภาพที่สวยที่สุด แบบนี้ถ้าเราอยากให้คนอื่นเห็นว่าเราสวย ที่สุดสำหรับเขา ก็ต้องยิ้มให้เยอะๆ ดีกว่าแสดงสีหน้าเรียบเฉยๆ บึ้งตึงเนอะ ก่อนจะกลับเราแวะถ่ายภาพมุมมหาชน ท้องฟ้าไม่เป็นใจนัก แต่ก็ดูสวยไปอีกแบบ ณ ที่แห่งนี้เป็นความใฝ่ฝันของเราอย่างหนึ่งที่เคยตั้งใจไว้ ครั้งหนึ่งในชีวิตจะต้องหาโอกาสมาเที่ยวเยือนสักครั้ง มาวันนี้เราได้ทำในสิ่งที่ตั้งใจแล้ว ก่อนหันหลังกลับ เรานั้นยืนมองภาพนครวัด และบริเวณรอบๆ เพื่อเก็บภาพบันทึกความทรงจำอีกครั้ง... เรียซันเฮย..(ลาก่อน)

เล่าเรื่องวันเดินทางกลับ
วันรุ่งขึ้น ล้อหมุนประมาณ 8 โมง คาวานมุ่งหน้าจากเสียมราฐ สู่ศรีโสภณ ปอยเปต ที่รู้มาว่าระยะทาง 152 กิโลเมตร ถนนเส้นทางจากเสียมราฐสู่ศรีโสภณ เป็นถนนลูกรังอัดแน่น ผิวถนนขรุขระ เป็นหลุมบางช่วง ช่วงแรกๆ เจ้าน้องชายไม่ปล่อยลมยางรถ นั่งกระแทกจนไส้จะไปกองรวมกัน ก็คิดดูลมยางตั้ง 31 ปอนด์ จนเจ้าน้องชายมันทนไม่ไหวเองจอดรถ ปล่อยลมยางเหลือประมาณ 18 ปอนด์ เฮ้อ! ค่อยยังชั่ว
ถนนจากศรีโสภณไปปอยเปตนี่สิ โอโฮ้! สุดยอดเลย พวกหัวใจ 4X4 ขนานแท้ก็ชอบนะสิ เห็นบางคัน ขับลงไปลุยถนนเละๆ สนุกมันส์ไปเลย แต่ประเภทหัวใจ 2x2 อย่างเราไม่ไหว ค่อยๆ ขับไป เห็นพวกรถเช่าประจำทาง ใช้โตโยต้าคัมรี่ ขับแซงขึ้นไปด้วยความเร็วสูง ไม่สงสารรถกันบ้างเลย กว่าพวกเราถึงปอยเปตก็ห้าโมงเย็นเห็นจะได้ ได้ยินว่ารถเช่าประจำทางพวกรถคัมรี่ใช้เวลาเดินทาง ประมาณ 5-6 ชั่วโมง แต่พวกเราออกเดินทางประมาณ 8 โมงกว่า กว่าจะติดต่อผ่านแดน ตรงศรีโสภณ เดินทางมาถึงปอยเปตก็ 5 โมงกว่า ใช้เวลาทั้งหมดแค่ 9 ชั่วโมง(เอง)
และกว่าพวกเราติดต่อผ่านแดนออกจากด่านปอยเปต และด่านฝั่งไทยได้ ก็ปาเข้าไปทุ่มกว่า พอดีวันที่เรากลับเป็นวันหยุดวันแรงงาน คนมารอเข้าคิวกลับฝั่งไทยเยอะมาก จากชายแดนอรัญประเทศ มาถึง คลองเก้า ลำลูกกา บ้านเจ้าน้องชาย ก็เที่ยงคืนกว่าเห็นจะได้ จากลำลูกกา ถึงนครปฐม....เขียนไปอย่างนั้นแหละ โห่ ไม่ไหวแล้ว เราเพลียมาก ไม่มีแรงขับรถกลับบ้านแล้ว ขอนอนพักบ้านเจ้าน้องชายคืนหนึ่ง เช้าวันรุ่งขึ้นเราขับรถพาป๋ากับโกศรีเดินทางกลับบ้านนครปฐม โดยสวัสดิภาพ ...